
1. บทนำ: ต้นกำเนิดของเว็บเทรดตราสารอนุพันธ์, มรดกและปัจจุบันของ BitMEX
BitMEX (Bitcoin Mercantile Exchange) เป็นเว็บเทรดตราสารอนุพันธ์คริปโตเคอร์เรนซีที่ก่อตั้งร่วมกันในปี 2014 โดย Arthur Hayes, Ben Delo และ Samuel Reed ได้รับการยกย่องว่าเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างประวัติศาสตร์และเปลี่ยนแปลงวงการเทรดคริปโตเคอร์เรนซี ก่อนการมาถึงของ BitMEX การซื้อขาย Bitcoin ส่วนใหญ่เน้นไปที่ตลาดสปอต (Spot) และการเทรดฟิวเจอร์สจะเป็นไปตามรูปแบบของผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบดั้งเดิมที่มีวันหมดอายุ BitMEX ได้คิดค้นและนำเสนอ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา (Perpetual Swap) เป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งช่วยให้สามารถถือสถานะไว้ได้โดยไม่มีวันหมดอายุ นวัตกรรมนี้ได้กลายเป็นมาตรฐานสำหรับแพลตฟอร์มคริปโตเกือบทุกแห่งในปัจจุบัน เช่น Binance และ Bybit และกลายเป็นรากฐานของตลาดขนาดใหญ่ที่ครองสัดส่วนมากกว่าครึ่งของปริมาณการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีทั้งหมด
แม้ว่าจะมีเว็บเทรดเกิดใหม่จำนวนมากเข้าสู่ตลาดด้วยอินเทอร์เฟซที่สวยงามกว่าและการตลาดที่ดุดัน แต่เหตุผลที่ BitMEX ยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างเหนียวแน่นจากนักลงทุนสถาบันและเทรดเดอร์มืออาชีพนั้นอยู่ที่ความสมบูรณ์แบบทางเทคนิคและความน่าเชื่อถือ ประการแรก BitMEX ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ kdb+ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลอนุกรมเวลา (Time-series database) ประสิทธิภาพสูงที่ใช้กันในแวดวงการเงินเป็นหลัก สิ่งนี้มอบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลและการเทรดความถี่สูง (HFT) ประการที่สอง มีความลึกของสมุดคำสั่งซื้อขาย (Order Book Depth) ในคู่เหรียญ Bitcoin (XBT) ที่ไม่มีใครเทียบได้ แม้จะมีการส่งคำสั่งซื้อขายที่ราคาตลาดขนาดหลายหมื่นล้านวอน ราคาในสมุดคำสั่งก็ไม่ขยับได้ง่ายๆ ช่วยลดต้นทุนจาก Slippage (ความคลาดเคลื่อนของราคา) ให้เหลือน้อยที่สุด ประการที่สาม คือความปลอดภัย นับตั้งแต่ก่อตั้งมา ไม่เคยมีบันทึกว่า Hot Wallet หรือ Cold Wallet ถูกแฮ็กเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากในอุตสาหกรรม การฝากและถอนเงินทั้งหมดทำผ่านกระเป๋าเงินแบบหลายลายเซ็น (Multi-sig) และผ่านการตรวจสอบด้วยตนเอง ซึ่งทำหน้าที่เป็นปราการด่านสุดท้ายในการปกป้องสินทรัพย์ของผู้ใช้
ลิงก์ส่วนลด BitMEX ปี 2026 : https://www.bitmex.com/app/register/coinpop2
2. ตั้งแต่การสร้างบัญชีจนถึงการยืนยันตัวตน KYC: การปฏิบัติตามกฎระเบียบและความปลอดภัย
ณ ปี 2026 ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินหลัก ส่งผลให้กฎระเบียบด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML) และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (CFT) มีความเข้มงวดมากขึ้นทั่วโลก BitMEX เองก็ได้นำขั้นตอนการยืนยันตัวตน (KYC) ที่เข้มงวดมาใช้เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มนี้
ขั้นตอนการสร้างบัญชี การสร้างบัญชีเริ่มต้นด้วยการกรอกอีเมลและตั้งรหัสผ่าน เมื่อยืนยันอีเมลเรียบร้อยแล้ว บัญชีเบื้องต้นจะถูกสร้างขึ้น แต่จำเป็นต้องยืนยันตัวตน KYC เพื่อการฝากเงินและซื้อขายจริง ในการตั้งรหัสผ่าน แนะนำให้ตั้งรหัสผ่านที่มีความยาว 12 ตัวอักษรขึ้นไป โดยผสมผสานระหว่างตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก ตัวเลข และตัวอักษรพิเศษ และควรตั้งค่า Google OTP (2FA) ทันทีหลังสมัครเพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัย
คู่มืออย่างละเอียดสำหรับการยืนยันตัวตน (KYC) กระบวนการ KYC ของ BitMEX แบ่งออกเป็นระดับบุคคลและระดับองค์กร สำหรับผู้ใช้รายบุคคล จะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
- การเตรียมเอกสารระบุตัวตน: เลือกใช้หนังสือเดินทาง, ใบขับขี่ หรือบัตรประจำตัวประชาชน อย่างใดอย่างหนึ่ง หนังสือเดินทางเป็นที่ยอมรับทั่วโลก มีอัตราการตรวจสอบผ่านสูงสุดและใช้เวลาน้อยที่สุด โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าเอกสารยังไม่หมดอายุ
- การถ่ายภาพสด: เพื่อความปลอดภัย มักจะมีการขอให้ถ่ายภาพผ่านกล้องแบบเรียลไทม์แทนการอัปโหลดไฟล์ภาพที่บันทึกไว้ เว็บแคมของเครื่องคอมพิวเตอร์มักมีความละเอียดต่ำซึ่งอาจทำให้ถูกปฏิเสธได้ ดังนั้นจึงควรติดตั้งแอป BitMEX บนมือถือและใช้กล้องความละเอียดสูงของสมาร์ทโฟนแทน ขณะถ่ายภาพควรระวังอย่าให้มีแสงสะท้อนบังข้อมูลในเอกสาร
- การตรวจสอบการมีชีวิต (Liveness Check): ปฏิบัติตามคำแนะนำบนหน้าจอ เช่น การหันศีรษะไปมาหรืออ่านตัวเลข เพื่อยืนยันว่าเป็นบุคคลจริง ขั้นตอนนี้เพื่อป้องกันการสวมรอยโดยใช้รูปภาพหรือวิดีโอของผู้อื่น
- หลักฐานที่พำนัก: เป็นขั้นตอนเพื่อยืนยันประเทศที่คุณอาศัยอยู่ เอกสารที่ใช้ได้ ได้แก่ ทะเบียนบ้านฉบับภาษาอังกฤษ, ใบแจ้งหนี้ค่าสาธารณูปโภค หรือรายการเดินบัญชีธนาคารที่ออกให้ภายใน 3 เดือนที่ผ่านมา เอกสารต้องระบุชื่อและที่อยู่ของผู้สมัครไว้อย่างชัดเจน และต้องมองเห็นวันที่ออกเอกสาร
- รอการตรวจสอบ: เมื่อส่งเอกสารเรียบร้อยแล้ว ระบบอัตโนมัติและเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบและแจ้งผลการอนุมัติ โดยปกติจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่หากข้อมูลมีจุดที่ไม่ตรงกันอาจใช้เวลาสูงสุดถึง 24 ชั่วโมง





3. การวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างค่าธรรมเนียมและกลยุทธ์เพื่อความคุ้มค่า
ในการเทรดอนุพันธ์ โดยเฉพาะการใช้เลเวอเรจ ค่าธรรมเนียมไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายเล็กน้อย แต่เป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อกำไรขาดทุน คุณจึงควรเข้าใจโครงสร้างค่าธรรมเนียมของ BitMEX อย่างถ่องแท้และรู้จักใช้กลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบ
เศรษฐศาสตร์ของ Maker และ Taker: BitMEX ใช้ระบบที่ให้รางวัลแก่ผู้ที่เพิ่มสภาพคล่อง (Maker) และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ที่ดึงสภาพคล่องออกไป (Taker)
- คำสั่ง Maker (แบบระบุราคา): คือคำสั่งซื้อขายที่ยังไม่จับคู่ทันทีในสมุดคำสั่งซื้อขาย (Order Book) เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของตลาด BitMEX จะยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับคำสั่ง Maker หรืออาจมีการคืนส่วนลด (Rebate) เป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดเทรดตามนโยบาย ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับนักเทรดสายอัลกอริทึมในการเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบ
- คำสั่ง Taker (ราคาตลาด): คือคำสั่งที่จับคู่กับคำสั่งที่มีอยู่ในตลาดทันที เช่น การซื้อหรือขายที่ราคาตลาดปัจจุบัน ค่าธรรมเนียม Taker อยู่ที่ประมาณ 0.075% ซึ่งนี่คือเกณฑ์สำหรับการเทรดแบบเลเวอเรจ 1 เท่า แต่หากใช้เลเวอเรจ 10 เท่า ค่าธรรมเนียมจะเท่ากับ 0.75% ของเงินต้น และหากใช้เลเวอเรจ 100 เท่า จะสูงถึง 7.5% ของเงินต้น การใช้เลเวอเรจสูงแล้วเข้าออกออเดอร์ด้วยราคาตลาดบ่อยครั้ง อาจทำให้เงินต้นหมดลงอย่างรวดเร็วจากค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว
กลยุทธ์การปรับปรุงและประหยัดค่าธรรมเนียม
- ใช้คำสั่งแบบระบุราคาเป็นหลัก: หากไม่ใช่กรณีที่ต้องรีบตัดขาดทุน (Stop Loss) หรือรีบตามเทรนด์ที่รุนแรง ควรเลือกใช้คำสั่งแบบระบุราคา (Limit Order) เสมอ
- เปิดใช้งานตัวเลือก Post-Only (เฉพาะราคาที่กำหนด): ในการตั้งค่าหน้าต่างคำสั่งซื้อขาย การเลือก Post-Only จะช่วยป้องกันไม่ให้คุณจ่ายค่าธรรมเนียมแบบ Taker โดยไม่ตั้งใจ เช่น หากคุณรีบส่งคำสั่งซื้อแต่ราคานั้นสามารถจับคู่ได้ทันที ระบบจะป้องกันการจับคู่เป็นราคาตลาดโดยอัตโนมัติ หรือจะทำการแก้ไขและลงทะเบียนในสมุดคำสั่งซื้อขายให้แทน
- ใช้ลิงก์ส่วนลด: หากคุณใช้รหัสแนะนำเมื่อสมัครใช้งาน คุณจะได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียม 10% เป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนได้อย่างมากสำหรับนักเทรดระยะสั้น (Day Trader)
4. เจาะลึกอินเทอร์เฟซการเทรด: เครื่องมือสำหรับมืออาชีพ
UI ของ BitMEX มุ่งเน้นไปที่ความหนาแน่นของข้อมูลและการใช้งานที่ครบครัน
หน้าต่างส่งคำสั่งซื้อขาย (Order Controls) ที่อยู่บริเวณมุมซ้ายบน คือโซนหลักของการเทรด
- จำนวน (Quantity): คุณต้องทำความเข้าใจลักษณะของสัญญา Perpetual แบบผกผัน (Inverse Perpetual) ซึ่งเป็นจุดเด่นที่สุดของ BitMEX โดยหน่วยของคำสั่งซื้อขายจะเป็นจำนวนสัญญาดอลลาร์ (USD) ไม่ใช่จำนวนเหรียญ (BTC) หากคุณใส่เลข 1,000 ในช่องจำนวน หมายความว่าคุณต้องการเปิดสถานะมูลค่า 1,000 ดอลลาร์
- มูลค่าคำสั่งซื้อ (Order Value): เมื่อระบุจำนวนแล้ว ระบบจะคำนวณและแสดงผลให้โดยอัตโนมัติว่าสัญญานั้นมีมูลค่ากี่ BTC ตามราคาบิตคอยน์ในปัจจุบัน คุณควรตรวจสอบตัวเลขนี้เพื่อให้ทราบจำนวนเหรียญที่คุณกำลังใช้งานจริง
- ต้นทุน (Cost): แสดงจำนวนหลักประกันขั้นต่ำที่จำเป็นในการเปิดสถานะนั้นๆ
แถบเลื่อนเลเวอเรจ (Leverage Slider) คุณสามารถปรับเลเวอเรจได้ทันทีตั้งแต่แบบ Cross ไปจนถึงสูงสุด 100 เท่าผ่านแถบเลื่อนในหน้าต่างคำสั่งซื้อขาย เมื่อเปลี่ยนเลเวอเรจ ระบบจะคำนวณหลักประกันที่ใช้งานได้และราคาล้างพอร์ตใหม่ทันที
กราฟและสมุดคำสั่งซื้อขาย (Chart & Orderbook) ตรงกลางจะมีกราฟที่ใช้ระบบของ TradingView ส่วนด้านข้างคือสมุดคำสั่งซื้อขายที่แสดงปริมาณการซื้อ/ขายแบบเรียลไทม์ คุณสามารถใช้ Depth Chart เพื่อดูลำดับความหนาแน่นของคำสั่งซื้อขายและวิเคราะห์แนวรับแนวต้านของผู้เล่นรายใหญ่ได้
5. ทำความเข้าใจและการใช้งานประเภทคำสั่งซื้อขายอย่างครบถ้วน
นอกเหนือจากการซื้อ/ขายแบบปกติ คุณควรเลือกประเภทคำสั่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์
คำสั่ง Limit (Limit Order) กำหนดราคาที่ต้องการและวางไว้ในสมุดคำสั่งซื้อขาย มีค่าธรรมเนียมที่ถูกและสามารถเข้าเทรดในราคาที่ต้องการได้ แต่มีความเสี่ยงที่คำสั่งจะไม่ถูกจับคู่หากราคาเคลื่อนที่ผ่านไปก่อน
คำสั่ง Market (Market Order) จับคู่คำสั่งทันทีที่ราคาที่ดีที่สุดในขณะนั้นโดยไม่คำนึงถึงราคาที่กำหนดไว้ ช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะเข้าหรือออกจากการเทรดได้แน่นอน แต่มีข้อเสียคือเรื่อง Slippage และค่าธรรมเนียมที่สูง
คำสั่ง Stop (Stop Order) เป็นคำสั่งแบบมีเงื่อนไขที่จะเริ่มทำงานเมื่อราคาเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
- ตัดขาดทุน (Stop Loss): ฟังก์ชันที่จะขายโดยอัตโนมัติเมื่อราคาลดลงต่ำกว่าระดับที่กำหนดเพื่อจำกัดผลขาดทุน เป็นระบบความปลอดภัยที่จำเป็นในการปกป้องสินทรัพย์ของคุณในช่วงที่ตลาดผันผวนหรือเมื่อไม่ได้เฝ้าหน้าจอ
- ทำกำไร (Take Profit): เมื่อราคาถึงเป้าหมาย ระบบจะปิดสถานะโดยอัตโนมัติเพื่อยืนยันผลกำไร
- Trailing Stop: คำสั่งที่จะปิดสถานะเมื่อราคาลดลงจากจุดสูงสุดตามสัดส่วนที่กำหนด มีประโยชน์ในการทำกำไรให้สูงสุดโดยการเกาะไปตามแนวโน้มขาขึ้นให้นานที่สุด
6. ความแตกต่างทางคณิตศาสตร์ระหว่าง Cross Margin และ Isolated Margin
โหมดมาร์จิ้นคือการเลือกเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับวิธีที่คุณต้องการบริหารจัดการหลักประกันของคุณ
แชร์ยอดเงินคงเหลือทั้งหมดในบัญชีมาร์จิ้นแบบรวม (Cross Margin) เพื่อใช้เป็นหลักประกันร่วมกัน
- ข้อดี: ราคาการชำระบัญชีถูกตั้งไว้กว้าง ทำให้สามารถทนต่อความผันผวนชั่วคราวได้ เหมาะสำหรับการเทรดแบบสวิง (Swing Trading)
- ความเสี่ยง: เมื่อมีการชำระบัญชีแบบบังคับ สินทรัพย์ทั้งหมดในบัญชีอาจสูญหายได้
ใช้เฉพาะหลักประกันที่จัดสรรให้กับตำแหน่งที่กำหนดเป็นหลักประกันสำหรับมาร์จิ้นแบบแยก (Isolated Margin)
- ข้อดี: จำกัดความเสี่ยง แม้ว่าจะถูกชำระบัญชี คุณจะเสียเฉพาะจำนวนเงินที่ลงทุนในตำแหน่งนั้น และยอดเงินในกระเป๋าเงินที่เหลือจะปลอดภัย จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเทรดระยะสั้นที่ใช้เลเวอเรจสูง
- ความเสี่ยง: ราคาการชำระบัญชีค่อนข้างแคบ ทำให้ตำแหน่งอาจถูกปิดได้แม้มีความผันผวนเพียงเล็กน้อย
7. กลไกค่าธรรมเนียมการระดมทุน (Funding Fee) และกลยุทธ์การทำกำไรจากส่วนต่าง (Arbitrage)
การทำความเข้าใจระบบค่าธรรมเนียมการระดมทุน ซึ่งเป็นกลไกหลักของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มีกำหนดเวลา (Perpetual Futures) จะช่วยให้มองเห็นโอกาสในการทำกำไรใหม่ๆ
เหตุผลที่มีค่าธรรมเนียมการระดมทุน: เป็นระบบจูงใจเพื่อปรับส่วนต่างระหว่างราคาฟิวเจอร์สและราคาสปอต โดยจะมีการแลกเปลี่ยนค่าธรรมเนียมกันระหว่างผู้ถือตำแหน่ง Long และ Short ทุกๆ 8 ชั่วโมง (เวลาเกาหลี 05:00, 13:00, 21:00)
การตีความค่าธรรมเนียมการระดมทุน
- ค่าบวก (+): ราคาฟิวเจอร์สสูงกว่าราคาสปอต (Premium) ผู้ถือตำแหน่ง Long จ่ายค่าธรรมเนียมให้ผู้ถือตำแหน่ง Short
- ค่าลบ (-): ราคาฟิวเจอร์สต่ำกว่าราคาสปอต (Discount) ผู้ถือตำแหน่ง Short จ่ายค่าธรรมเนียมให้ผู้ถือตำแหน่ง Long
กลยุทธ์กินค่าธรรมเนียม (Cash and Carry): สามารถทำกำไรจากส่วนต่างแบบไม่มีความเสี่ยงได้โดยการซื้อสินทรัพย์ในตลาดสปอตและเปิดตำแหน่ง Short 1 เท่าในจำนวนที่เท่ากัน ซึ่งจะช่วยให้รับกำไรจากค่าธรรมเนียมได้โดยไม่มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคา (Delta Neutral)
8. การวิเคราะห์สถานะคงค้าง (Open Interest) และจิตวิทยาตลาด
สถานะคงค้าง (OI) คือจำนวนสัญญาทั้งหมดที่ยังเปิดอยู่ในตลาดปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่แท้จริงของตลาด
ความสัมพันธ์ระหว่าง OI และราคา
- ราคาเพิ่มขึ้น + OI เพิ่มขึ้น: มีเงินทุนใหม่ไหลเข้าและกำลังเปิดตำแหน่ง Long เป็นสัญญาณว่าแนวโน้มขาขึ้นแข็งแกร่ง
- ราคาเพิ่มขึ้น + OI ลดลง: ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการปิดสถานะ Short (Short Covering) มีความเป็นไปได้ที่แนวโน้มจะกลับตัวเนื่องจากแรงส่งหมดลง
- ราคาลดลง + OI เพิ่มขึ้น: ฝั่งขายชอร์ตกำลังเข้าสู่ตลาดอย่างจริงจัง เป็นสัญญาณว่าแนวโน้มขาลงแข็งแกร่ง
- ราคาลดลง + OI ลดลง: มีการปิดสถานะ Long (Long Squeeze) ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าราคาใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว



9. คู่มือการฝากและถอนเงิน และข้อควรระวังด้านความปลอดภัย (รวมถึงกฎ Travel Rule)
BitMEX ไม่รองรับการฝากเงินด้วยเงินวอน (KRW) ดังนั้นคุณต้องโอนผ่านกระดานเทรดในประเทศ
ขั้นตอนการฝากเงิน
- ซื้อคอยน์: ซื้อ Ripple (XRP) หรือ Tron (TRX) ใน Upbit หรือ Bithumb ซึ่งมีความเร็วในการโอนที่รวดเร็วและค่าธรรมเนียมต่ำ
- ตรวจสอบที่อยู่และแท็ก: สร้างที่อยู่การฝากใน BitMEX สำหรับ Ripple ต้องระบุ Destination Tag และสำหรับ Tron ต้องระบุ Memo เพื่อป้องกันการสูญหายของสินทรัพย์
- กฎ Travel Rule: เมื่อโอนเงินตั้งแต่ 1 ล้านวอนขึ้นไป ข้อมูลระบุตัวตน (ชื่อภาษาอังกฤษ และวันเดือนปีเกิด) ของผู้ส่งและผู้รับจะต้องตรงกัน
ขั้นตอนการถอนเงินจะดำเนินการในลำดับย้อนกลับของการฝากเงิน โดยการเปลี่ยนเหรียญใน BitMEX ให้เป็น XRP หรือสกุลเงินอื่น จากนั้นจึงส่งไปยังกระดานเทรดในประเทศ ในขั้นตอนการถอนเงิน คุณต้องผ่านกระบวนการยืนยันทางอีเมล ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยสองชั้นเพื่อป้องกันการถูกแฮ็ก
10. ลิงก์อย่างเป็นทางการและบทสรุป
BitMEX เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน โปรดทำความเข้าใจเนื้อหาในคู่มือนี้ให้ละเอียดและซื้อขายภายใต้หลักการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด
คำแนะนำช่องทางอย่างเป็นทางการ เพื่อการทำธุรกรรมที่ปลอดภัยและป้องกันเว็บไซต์ฟิชชิ่ง โปรดใช้ช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น
- เว็บไซต์ทางการของ BitMEX: https://www.bitmex.com
- ลิงก์สมัครรับส่วนลดค่าธรรมเนียม: https://www.bitmex.com/app/register/coinpop (เมื่อสมัครผ่านลิงก์นี้ จะได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียม 54% ตลอดชีพ)
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: คู่มือนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้เป็นการชี้ชวนให้ซื้อหรือขายผลิตภัณฑ์เฉพาะเจาะจง การซื้อขายตราสารอนุพันธ์สกุลเงินดิจิทัลเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียที่เกินกว่าเงินต้น โปรดระลึกเสมอว่าความรับผิดชอบทั้งหมดที่เกิดจากการใช้เลเวอเรจเป็นของตัวนักลงทุนเอง และควรซื้อขายด้วยเงินที่ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของตลาด